• logo
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • บทความ
      News
      Art & Design
      Business
      Wellness
      Culture
      Insights
      Research
      Go Green
      Leisure
  • วิดีโอ
      Education
  • Podcast
      Wealth
      Environment
      Psychology
      Tecnology
logo
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • บทความ
    • News
    • Art & Design
    • Business
    • Wellness
    • Culture
    • Insights
    • Research
    • Go Green
    • Leisure
  • วิดีโอ
    • Education
  • Podcast
    • Wealth
    • Environment
    • Psychology
    • Tecnology
‘แฟชั่น’ เพศไหน ? ใครกำหนด ?
News
217
วันเผยแพร่: Dec 14,2023
อัปเดตล่าสุด: May 18,2025
‘แฟชั่น’ เพศไหน ? ใครกำหนด ?

ย้อนกลับไปในอดีต มนุษย์ยุคแรกไม่ได้แบ่งเครื่องแต่งกายออกตามเพศสภาพ ใช้เพียงหนังสัตว์ ฟาง หรือใบไม้ มาทำเป็นลักษณะคล้ายกระโปรง เพื่อเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกายและป้องกันสัตว์ต่าง ๆ เท่านั้น ต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการทอผ้า เสื้อผ้าจึงถูกปรับเปลี่ยนให้มีอารยะมากขึ้น แต่ก็ยังคงอยู่ในรูปทรงกระโปรงแบบเดิม เช่นเดียวกับวัฒนธรรมกรีก โรมัน ที่ผู้ชายยังคงใส่กระโปรง โดยจะใส่เป็นผ้าคลุมหลวม ๆ ยาวตลอดตัว ไม่ได้แบ่งข้างเป็นขาซ้ายขาขวา ง่ายต่อการตัดเย็บและสะดวกสบายในการใช้ชีวิต

 

จนกระทั่งกางเกงถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับวัฒนธรรมการขี่ม้า เพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างขาหนีบกับอานม้าและความคล่องตัวขณะขึ้นลง และทำให้การใส่กางเกงมีอิทธิพลต่อการแต่งกายของเพศชายในรูปแบบของทหารหรือนักรบนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

การแต่งกายถูกแบ่งแยกเพศด้วยรูปแบบของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบัน เมื่อโลกของเราเปิดกว้างมากขึ้น ผู้คนได้ทำลายกรอบของสังคมที่เคยถูกปิดกั้น แล้วก้าวออกมาใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง จึงทำให้เกิดการยอมรับความคิดใหม่ ๆ

 

และหนึ่งในความคิดใหม่ ๆ นั้นก็คือ ‘ความเท่าเทียมในด้านแฟชั่น’

 

จุดกำเนิด Androgynous Fashion

 

“เสื้อผ้าไม่มีเพศ เเต่เราไปตีกรอบกันเองว่าเพศไหนต้องใส่อะไร”
เขื่อน – ภัทรดนัย : ศิลปิน

 

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้เริ่มเกิดแฟชั่นที่เรียกว่า Androgynous ซึ่งในความหมายทางชีววิทยาคือ คนที่ร่างกายมีส่วนผสมทั้ง Masculine (ความเป็นชาย) และ Feminine (ความเป็นหญิง) ในคนคนเดียว หากแปลตามสายแฟชั่น หมายถึง คนที่มีสไตล์การแต่งตัวยากที่จะแยกแยะได้ว่าเป็น Masculine หรือ Feminine ซึ่งสไตล์การแต่งตัวแนวนี้กำลังมาแรงมากในปัจจุบัน ทำลายภาพจำเดิม ๆ ว่าผู้หญิงต้องใส่กระโปรง ผู้ชายต้องใส่กางเกง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือ Gender ไหน เพียงแค่มีใจรักก็สามารถแต่งได้ทั้งนั้น

 

สมัยก่อนผู้หญิงต้องใส่คอร์เซ็ต ผ้าลูกไม้ และกระโปรงพะรุงพะรัง จนมีคนตั้งคำถามถึงการใส่เสื้อผ้าของผู้หญิงว่าทำถึงต้องใส่แบบนี้ ทำไมถึงใส่เสื้อผ้าแบบผู้ชายไม่ได้ คน ๆ นั้นก็คือ Coco Chanel เธอจึงได้ตัดเย็บกางเกงสำหรับผู้หญิงขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1913 ให้ผู้หญิงได้ก้าวออกจากกระโปรงยาวแบบยุควิคตอเรียน (ปลายศตวรรษที่ 19) แล้วสามารถก้าวเดินหรือทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างกระฉับกระเฉง เหมือนเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าแรกว่าการแต่งตัวแบบผู้ชาย ผู้หญิงก็สามารถแต่งได้เหมือนกัน

 

ในเวลาต่อมา คนที่มารับไม้ต่อก็คือ Yves Saint Laurent ที่ให้กำเนิดชุดทักซิโด้สำหรับผู้หญิงที่มีส่วนเว้าโค้งเข้ากับรูปร่างของผู้หญิงเป็นครั้งแรกในปี 1966 กล่าวได้ว่า Chanel เป็นเหมือนคลื่นลูกแรกที่เปิดประตู ส่วน YSL เปรียบเสมือนคลื่นลูกสองที่มาเสริมพลังให้กับวงการแฟชั่น ในการก้าวออกจากภาพจำเดิม ๆ ของการแต่งกายตามเพศ

 

ขณะเดียวกันเพศชายก็เริ่มสนใจแฟชั่น Androgynous เช่นกัน โดยเรียกว่า ‘The Peacock Revolution’ ซึ่งมีที่มาจากธรรมชาติของนกยูงที่เพศผู้จะมีสีที่สวยและสดกว่าเพศหญิง ในตอนนั้นจึงเป็นยุคที่ผู้ชายแต่งตัวสีสันจัดจ้านด้วยเนื้อผ้าและลวดลายใหม่ ๆ แต่ก็ยังคงอยู่ในรูปแบบชุดสูทที่ผู้ชายนิยมใส่ ซึ่งคนที่มีบทบาทเด่น ๆ ในเรื่องนี้ก็คือ Jimi Hendrix ศิลปินที่ทรงอิทธิพลต่อวงการดนตรี กับการแต่งกายด้วยสีสันลวดลายจัดจ้านขึ้นแสดงโชว์ นับได้ว่าเป็นนิยามใหม่ของความเท่ และยังเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งตัวให้ผู้ชายหลาย ๆ คน ในยุคนั้น

 

Androgynous Fashion อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด

 

การแต่งตัวแบบ Androgynous Fashion จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องจัดจ้านฉูดฉาดหรือแฟชั่นมากมายก็ได้ เพราะว่า Androgynous Fashion นั้นแทรกซึมอยู่กับการใช้ชีวิตทั่วไปของคนเราอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่สังเกตและคิดไม่ถึง อาจเป็นเพราะศาสนา วัฒนธรรม หรือประเพณีในสังคมของกลุ่มชน ที่หล่อหลอมให้มีการแต่งกายแบบ Androgynous Fashion โดยไม่รู้ตัว

 

ยกตัวอย่างเช่น ชายชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศหรือชาวมุสลิมที่ใส่ ‘โสร่ง’ หรือผ้านุ่งในชีวิตประจำวัน ที่ฝรั่งมองแล้วอาจเทียบเคียงได้กับกระโปรง หรือการที่หนุ่ม ๆ ชาวสกอตยังนุ่ง ‘คิลต์’ (Kilt) เครื่องแต่งกายท่อนล่างอัดจีบลายตารางสำหรับผู้ชาย ซึ่งถือเป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมและสัญลักษณ์ประจำชาติของสกอตแลนด์

 

นอกจากนี้ในโรงเรียนบางแห่งเองก็เปิดให้นักเรียนมีอิสระในการแต่งตัว โดยที่ไม่ได้กำหนดเครื่องแบบนักเรียนตามเพศ หลายประเทศหรือเขตปกครองต่างเริ่มที่จะเปิดกว้างในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร ที่ยังคงให้นักเรียนสวมชุดนักเรียนไปโรงเรียนอยู่ แต่เริ่มพิจารณาที่จะไม่ใช้ชุดนักเรียนที่แยกเพศของเด็ก ๆ โดยโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในอังกฤษ อนุญาตให้นักเรียนชายสามารถสวมกระโปรงไปโรงเรียนได้ ส่วนนักเรียนหญิงก็สามารถสวมกางเกงไปโรงเรียนได้เช่นกัน

 

อีกประเทศที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศอย่างมากคือไต้หวัน รัฐบาลไต้หวันได้ประกาศยกเลิกนโยบายที่ให้นักเรียนแต่งชุดนักเรียนแบบเจาะจงเพศ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ นอกจากนี้ยังมี ‘ออสเตรเลีย’ ที่ปล่อยให้นักเรียนสามารถใส่ชุดนักเรียนตามเพศที่ตัวเองต้องการ เช่นเดียวกันกับ เม็กซิโก ไอร์แลนด์ และญี่ปุ่น

 

สังคมไทยกับ Crossdress และ Androgynous Fashion

 

“เพศในแฟชั่นมันหายไปเยอะแล้ว ถึงแม้จะยังแบ่งเป็นคอลเล็กชั่นผู้หญิง ผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นยูนิเซ็กส์ แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน”
เจมส์ – ธีรดนย์ : ศิลปิน, นักแสดง

 

แฟชั่นแบบ Crossdress หรือ ‘การแต่งกายข้ามเพศ’ ที่เป็นเพศกำเนิดของตัวเอง ส่วนใหญ่ผู้ชายแท้จะนิยมแต่งกายตามเพศหญิง เช่น การใส่กระโปรง การสวมรองเท้าส้นสูง ซึ่งมีมานานแล้ว แต่ในไทยยังไม่ค่อยนิยมมากนัก

 

ไดม่อน – จาตุรงค์ ลอยใหม่ Fashion VDO Creator และ Influencer ผู้เป็นที่รู้จักในวงการแต่งตัว Crossdress กล่าวถึงการที่สังคมไทยเริ่มเปิดกว้างเรื่องการแต่งตัวมากกว่าเมื่อก่อน “การแต่งตัวในประเทศไทยถ้าเทียบกับในช่วง 2 – 3 ปีก่อน ตอนนี้เปิดกว้างมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ยังไม่เปิดเหมือนกัน”

 

คำพูดของไดม่อนสะท้อนให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่ายังมีคนที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับคนที่ยังถูกคำกล่าวที่ว่า “ไปใส่กระโปรงไป” ตีกรอบอยู่ กับการนำกระโปรงมาเป็นคำว่ากล่าวเปรียบเปรยผู้ชายว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษหรือไม่กล้าหาญ ซึ่งจากกรอบคิดดังกล่าว ผู้ชายใส่เสื้อผ้าผู้หญิงจึงดูเป็นคนอ่อนแอ ไม่มีแรงที่จะช่วยเหลือใคร ในทางกลับกัน ผู้หญิงที่แต่งตัวแบบผู้ชายมักพบเห็นเป็นเรื่องปกติและได้เปรียบในเรื่องนี้ เพราะถ้าแต่งตัวแบบเพศตรงข้าม ก็มักจะถูกยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นหญิงแกร่ง ดูทะมัดทะแมง คล่องตัว และพึ่งพาตนเองได้

 

ถึงแม้ว่าในไทยจะเป็นเรื่องยากที่คนจะหันมาแต่งตัวแบบ Androgynous แต่ก็ยังมีศิลปินที่มีชื่อเสียงในวงกว้างออกมาแต่งตัวแนวนี้กันมากหน้าหลายตา เช่น ตน – ต้นหน ที่มีการใส่กระโปรงและทาเล็บ ติดตามได้จากการโพสรูปลงอินสตราแกรมส่วนตัว เขื่อน K-OTIC ที่ใส่ชุดคู่กับคุณแม่ เจมส์ – ธีรดนย์ ที่ใส่รองเท้าค่อนข้างมีส้นเหมือนรองเท้าส้นสูงของผู้หญิง และศิลปินคนอื่น ๆ เช่น พีพี – กฤษฏ์, บิว – จักรพันธ์, เจฟ ซาเตอร์ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วได้แรงบันดาลใจหรือความกล้ามาจากศิลปินต่างชาติที่แต่ละครชื่นชอบนั่นเอง

 

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์เสื้อผ้าทั้งต่างประเทศและของไทยหลายแบรนด์ ที่เริ่มให้ความสำคัญและออกแบบเสื้อผ้าสไตล์ Androgynous หรือ Unisex เช่น W’menswear, Seeker x Retriever, Painkiller Atelier หรือแม้แต่ในงาน Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2022 หรือ BIFW2022 ก็มีแบรนด์เสื้อผ้าของไทยที่ดีไซน์เสื้อผ้าในสไตล์ Androgynous อยู่ในคอลเลคชั่น เช่น ISSUE, KLOSET, POEM ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะขับเคลื่อนและสนับสนุนวัฒนธรรมการแต่งกายใหม่ ๆ ในสังคมไทย

 

การแต่งกายเป็นเพียงศิลปะที่แสดงบนเรือนร่างรูปแบบหนึ่ง ไม่มีเพศ เป็นความสนุก ความสวยงาม และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นสิ่งแบ่งแยกหรือตัดสินใคร หากตัดความคิดเดิม ๆ ออกไป จะเห็นว่าแฟชั่นก็คือการที่คน ๆ หนึ่งค้นหาสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับตัวเอง เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองให้มากขึ้น

 

ถึงแม้ว่าตอนนี้การแต่งตัวในประเทศไทยอาจจะยังไม่เปิดกว้างมากนัก แต่หวังว่าในอนาคต ความคิดและจิตใจของคนเราจะเปิดกว้าง และไม่คิดว่าเสื้อผ้าหรือแฟชั่นคือ ‘กรอบ’ ที่กำหนดว่าใคร ‘ต้อง’ ต้องเป็น ‘เพศ’ อะไร

 

“มันไม่เกี่ยวกับผู้หญิงในชุดเสื้อผ้าผู้ชายหรืออะไรพวกนั้น มันเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่ดูดีกับทั้งคู่มากกว่า”
Jonathan Anderson : ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า JW Anderson

 

ข้อมูลอ้างอิง

  • คาลิล พิศสุวรรณ. กระโปรงของผู้หญิง กางเกงของผู้ชาย ในวันที่ผู้ชายลุกขึ้นมาใส่กระโปรง. จาก https://adaymagazine.com/man-skirt/
  • จิรัชญา ชัยชุมขุน. ผู้ชายสวมกระโปรง? ผู้หญิงใส่กางเกง? สำรวจนโยบาย gender-neutral uniform จากทั่วโลก. จาก https://thematter.co/social/education/gender-neutral-uniform/123011
  • ภัชรกรณ์ โสตติมานนท์. Unisex มากกว่าแฟชั่นคือความเท่าเทียม. จาก https://waymagazine.org/unisex-fashion/
  • สลิลา มหันเชิดชูวงศ์. Androgynous Fashion ผู้ชายใส่กระโปรงเป็นเรื่องธรรมดาจ้ะ. จาก https://www.ili-co.me/u/2021/06/body-know-androgynousfashion
  • Kimberly Chrisman-Campbell. A Brief History of Unisex Fashion. From https://www.theatlantic.com/entertainment/archive/2015/04/when-unisex-was-the-new-black/390168/
  • Opolop Poppy. โอเคไหม หากผู้ชายยุคใหม่จะใส่กระโปรงจนเป็นเรื่องปกติ. จาก https://thestandard.co/should-men-wear-skirts/
  • รัตนาภรณ์ แซ่จุ่ง. ทำไมผู้ชายไม่ใส่ “กระโปรง” ว่าด้วยที่มาของเสื้อผ้า และความเท่าเทียมทางเพศ. จาก https://thewmtd.com/history-of-skirt/
  • จาตุรงค์ ลอยใหม่ (ไดม่อน), Fashion VDO Creator / Influencer : สัมภาษณ์

 

เผยแพร่ครั้งแรก : Angkaew for Equality

เรื่อง : โยษิตา แสงจันทร์, เมทิกา เกษสังข์

ภาพ : สำนักข่าวอ่างแก้ว

บทความนี้เป็นผลงานของนักศึกษากลุ่มวิชาวารสารศาสตร์บูรณาการ คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


บทความที่เกี่ยวข้อง
สยามเมือง(เ)ยิ้ม : เมื่อกัญชาไทยเสรีทั่วหล้า
  • News
สยามเมือง(เ)ยิ้ม : เมื่อกัญชาไทยเสรีทั่วหล้า

การออก ‘ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 พ.ศ. 2565’ ที่กำหนดให้ทุกส่วนของ ‘กัญชา’ ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด และสารสกัดกัญชาที่มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนาบินอล (Tetrahydrocannabinol : THC) จำนวนไม่เกิน 0.2% ก็ไม่ถือเป็นยาเสพติด ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องจากการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดพ.ศ. 2564 แล้ว ยังถือเป็นการ ‘ปลดล็อค’ ที่ส่งผลให้การใช้กัญชาในประเทศไทยสามารถทำได้โดยไม่มีข้อจำกัด

เปิดโลกธุรกิจ ‘เสื้อผ้ามือสอง’ : เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้สิ่งของให้คุ้มค่า
  • News
เปิดโลกธุรกิจ ‘เสื้อผ้ามือสอง’ : เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้สิ่งของให้คุ้มค่า

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เสพสื่อออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะ Instagram Twitter หรือ TikTok จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันผู้คนให้อิสระกับการแต่งตัวมากขึ้น ไม่ว่าใครจะมีรสนิยมหรือความชอบแบบไหน ก็สามารถที่จะสร้างสรรค์สไตล์ของตัวเอง และแสดงออกออกมาได้อย่างสนุกสนานผ่านการแต่งตัว

การศึกษาไทย : เพราะ ‘เหลื่อมล้ำ’ จึงแตกต่าง
  • News
การศึกษาไทย : เพราะ ‘เหลื่อมล้ำ’ จึงแตกต่าง

สภาพความเป็นอยู่ของคนในชนบทที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ทั้งจากความยากจน หรือการขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา ทำให้การศึกษาซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายวงกว้างออกไปมากยิ่งกว่าเดิม

เว็บไซต์ใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน  รายละเอียด
logo
  • บทความ
  • วิดีโอ
  • Podcast
  • ติดต่อเรา
Copyright © 2023 CMU. All Rights Reserved. Powered by I GEAR GEEK