วันนี้ (13 มีนาคม 2569) ขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเครือข่ายนักวิชาการ จัดเวทีใหญ่ 2 วัน ระดมสมองรับมือภัยพิบัติที่นับวันยิ่งรุนแรง เผยรายละเอียดงานเข้มข้น ทั้งการถอดบทเรียน 8 พื้นที่ทั่วประเทศ และเวทีเจาะลึก 6 ด้าน ด้าน พอช. ภาคเหนือ ชงรัฐกระจายอำนาจให้ชุมชนร่วมนั่งบอร์ดจังหวัด พร้อมวอนปลดล็อกกฎระเบียบกองทุนฉุกเฉิน ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายนครสวรรค์ โชว์ความสำเร็จโมเดล "กองทุนเพื่อนช่วยเพื่อน 35 บาท" ย้ำชุมชนต้องตื่นรู้และลุกขึ้นจัดการตนเองก่อนรอความช่วยเหลือจากรัฐ

เมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม 2569 ขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้จัดงาน "มหกรรมการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน 5 ภาค" ภายใต้แนวคิด "สิทธิชุมชนกับการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และการจัดการภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม" ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่
โดยรายละเอียดของงานตลอดทั้ง 2 วัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น ในวันแรก (12 มี.ค.) มีการนำเสนอบทเรียนรูปธรรมการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนจาก 8 พื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ ต.บางระกำ จ.พิษณุโลก, จ.เชียงราย, จ.น่าน, จ.แม่ฮ่องสอน และพื้นที่ภาคต่างๆ รวมถึงภัยสงคราม พร้อมทั้งมีเวทีเสวนานวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ เช่น การใช้ GIS Map, การพัฒนาผังเมือง, และระบบเตือนภัย ในช่วงบ่ายได้มีการแบ่งกลุ่มย่อย 6 ห้อง เพื่อระดมสมองเจาะลึกในประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. กฎหมาย 2. การจัดทำแผนแม่บท 3. การออกแบบระบบกองทุน 4. ระบบสื่อสารเตือนภัย 5. การสนับสนุนความรู้วิจัย และ 6. แนวนโยบายการสนับสนุนของหน่วยงานภาคี

ส่วน วันที่สอง (13 มี.ค.) เป็นการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากกลุ่มย่อย พร้อมระดมความเห็นและกำหนดแนวทางการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีระดับชาติ เช่น สทนช., ปภ., และ สช. ก่อนจะปิดท้ายด้วยการ "ประกาศเจตนารมณ์" สิทธิชุมชนกับการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและการจัดการภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม

นายวิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ พอช. ภาคเหนือ เปิดเผยถึงการจัดงานมหกรรมการจัดการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค และ พอช. ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ภัยพิบัติมีความหนักหน่วง รุนแรง และเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทางเครือข่ายจึงได้ร่วมกันจัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประสบภัยเข้ากับกลุ่มนักวิชาการจากหลายสถาบันในภาคเหนือ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยพะเยา, มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ เพื่อนำองค์ความรู้สมัยใหม่และเครื่องมือทางวิชาการมาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาชาวบ้านในการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่
นายวิเชียร กล่าวว่า ภัยพิบัติหลักที่พบในภาคเหนือคือ ปัญหาน้ำท่วม ฝนตกหนัก ดินถล่ม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ทางคณะกรรมการบ้านมั่นคงระดับชาติ จึงได้ปรับเกณฑ์เพื่อนำงบประมาณของ พอช. เข้ามาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ประสบภัย ไม่เพียงแต่การซ่อมแซมบ้าน แต่ยังครอบคลุมถึงกระบวนการเตรียมความพร้อม การรับมือ และการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ โดยอาศัยความรู้จากนักวิชาการเข้ามาช่วยประเมินชั้นดินและติดตั้งเครื่องมือวัดปริมาณน้ำฝน

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ทำงานยังพบอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะกับกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือตอนบนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในการขยับขยายพื้นที่ปลอดภัยและขาดแคลนระบบสาธารณูปโภค นอกจากนี้ ในยามเกิดวิกฤต บางชุมชนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เช่น กรณีบ้านปางอุ๋งที่ระบบสื่อสารล่มนานถึง 36 ชั่วโมง "เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ขบวนองค์กรชุมชนจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังภาครัฐ ขอให้มีการกระจายอำนาจทางกฎหมายแก่ชุมชนท้องถิ่นในการประกาศหรือจัดการภัยพิบัติ และเสนอให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติระดับจังหวัด เปิดโอกาสให้ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เพราะในยามวิกฤต กำลังของหน่วยงานราชการมักเข้าไปไม่ทั่วถึง การให้ชุมชนเตรียมความพร้อมและวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายวิเชียร ระบุ

ด้าน นางสาวอร่ามศรี จันทร์สุขศรี ผู้แทนเครือข่ายพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย จ.นครสวรรค์ (เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติลุ่มน้ำยม) กล่าวเสริมว่า จากประสบการณ์ที่ต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยามาอย่างยาวนาน ทำให้ชุมชนต้องลุกขึ้นมาตื่นตัวและเตรียมการด้วยตนเอง มากกว่าการรอให้หน่วยงานรัฐมาเสิร์ฟความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ซึ่งมักจะไม่ทันท่วงที การได้มาร่วมเวทีนี้และพบปะผู้ประสบภัยจากภาคอื่นๆ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายคนฐานรากให้เหนียวแน่นขึ้น

สำหรับรูปธรรมความสำเร็จที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่าง คือการเตรียมพร้อมด้าน "เงินทุนฉุกเฉิน" โดยหลายพื้นที่ได้เริ่มจัดตั้งกองทุนรับมือสถานการณ์มาตั้งแต่เกิดมหาอุทกภัยปี 2554 อาทิ "กองทุนเพื่อนช่วยเพื่อน" ที่ให้ชาวบ้านสมทบทุนครอบครัวละ 35 บาท เพื่อนำมาเป็นกองทุนส่วนกลางสำหรับจัดทำข้าวกล่องและเสบียงอาหาร ซึ่งช่วยลดความวุ่นวายและการแย่งชิงทรัพยากรในยามวิกฤตได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ชุมชนยังได้บูรณาการแผนรับมือ โดยประสานขอใช้พื้นที่สูงของวัดและโรงเรียนในชุมชนเป็นศูนย์อพยพ พร้อมทั้งดึงเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม. เข้ามาช่วยบริหารจัดการยาและดูแลกลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้ป่วยติดเตียงในศูนย์อพยพ ซึ่งถือเป็นรูปแบบการจัดการตนเองของชุมชนที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
“สิ่งพิมพ์กำลังจะตาย” บ่อยครั้งที่ได้ยินและได้เห็นประโยคนี้ ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีทำให้หนังสือปรากฏอยู่บนหน้าจอเล็ก ๆ ได้ การที่ร้านหนังสือตามริมทางจะหายไปจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีผู้คนที่ยังหลงใหลในสัมผัสของกระดาษที่ได้จับผ่านมือ และกลิ่นอายของกระดาษและน้ำหมึกก็ยังคงติดตรึงในใจ
หากพูดถึงธุรกิจงานฝีมือ คุณนึกถึงอะไร ? หลายคนอาจจะนึกถึงงานที่ต้องเย็บปักถักร้อย งานที่เกี่ยวข้องกับการสาน หรืองานประเภทไม้และโลหะ ซึ่งคนส่วนใหญ่คงรู้สึกว่าล้าสมัย ไม่ได้เป็นธุรกิจที่น่าดึงดูดอะไร
ภัยพิบัติจากธรรมชาติไม่เคยปรานี มีแต่สร้างความสูญเสีย ความสลดหดหู่ และบาดแผลทางใจเอาไว้มากมาย